ข่าวการเมือง ข่าวเด่นประเด็นร้อน

“จุรินทร์”รุก ถกวอร์รูม ข้าว-มันสำปะหลัง สานต่อ เน้น ส่งออก อิรัก จีน

วันที่ 26 ส.ค.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังร่วมประชุมหารือกับภาครัฐภาคเอกชน ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ว่า ได้หารือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกผลิตผลทางการเกษตร คือ ข้าว และมันสำปะหลัง เพื่อที่จะเร่งรัดการส่งออก ตามที่ได้มีการตั้ง กรอ. พาณิชย์และวอร์รูม ดูแลเรื่องนี้ เพื่อเน้นการส่งออกและเพื่อให้ตัวเลขการส่งออกของประเทศดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ และเพื่อสร้างความต่อเนื่องจากตัวเลขเดือนกรกฎาคม ที่เป็นบวก ร้อยละ 4.28 ได้ข้อสรุปเรื่องข้าวว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 โดยใช้วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท แล้ว ก็จะดำเนินการเร่งรัดการส่งออกควบคู่กันไปด้วย เพราะที่ผ่านมายอดการส่งออกตัวเลขลดลง ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ข้าวของไทยในตลาดโลกในสายตาประเทศผู้บริโภคแพงขึ้น และเพราะไทยสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งบางส่วน โดยจะเร่งรัดเป็นพิเศษในระยะเวลาอันสั้น คือ 1) ตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดเดิมของไทยในอดีต แต่ได้สูญเสียไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีบริษัทส่งข้าวไม่มีคุณภาพให้กับอิรัก ทำให้ความสัมพันธ์ในเรื่องการค้าข้าวระหว่างไทยกับอิรักเสียหายมาจนถึงวันนี้

กระทรวงพาณิชย์ จะดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิรัก และจะร่วมมือกันทั้งส่วนของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ในการฟื้นตลาดอิรักใหม่ โดยแนวทางที่จะดำเนินการ คือ จะเร่งรัดการเจรจาการค้าข้าวแบบ G to G กับอิรัก ซึ่งดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ ที่ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศไปดำเนินการมีความคืบหน้าเป็นลำดับ อิรักได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำการค้าข้าวแบบ G to G เป็นหลัก ต่อจากนี้ไปสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการกำหนดแผนปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะดำเนินการเจรจาการค้าที่อิรักด้วยตนเอง ทั้งภาครัฐและเอกชน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ตลาดที่ 2) คือ ตลาดจีน เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการทำ MOU ระหว่างไทยกับจีนที่จีนจะรับซื้อข้าวจากประเทศไทย 1 ล้านตัน แต่ยังมีค้างท่ออยู่ 3 แสนตัน ซึ่งจะดำเนินการเจรจากับจีนต่อไป โดยจะขอให้จีนรับซื้อข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมจากประเทศไทยแทนข้าวขาวมากขึ้นในโควตาค้างท่อที่ว่านี้ 3) ตลาดฟิลิปปินส์ซึ่งฟิลิปปินส์ ได้ปรับจากระบบโควตาเป็นระบบนำเข้าข้าวโดยภาคเอกชนเพราะฉะนั้นภาคเอกชนของฟิลิปปินส์ที่นำเข้าข้าวกับภาคเอกชนไทยที่ส่งออกข้าว ก็ยังไม่ได้มีโอกาสที่จะได้พบปะกันอย่างจริงจัง เพราะระบบนี้เพิ่งเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่ช่วยเป็นตัวกลางในการจัดการพบปะระหว่างผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ผู้ส่งออกข้าวจากประเทศไทยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเร็ว ตลาดที่ 4) ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขอให้ญี่ปุ่นขยายโควตาในการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยให้มากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 ที่ประชุมหารือวันนี้ด้วย คือ เรื่องมันสำปะหลัง มี 2 เรื่อง ที่ได้หารือกัน 1 สถานการณ์ของโรคใบด่างที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้และจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ถ้ายังไม่สามารถสกัดโรคใบด่างได้ ในขณะนี้ระบาดแล้วประมาณ 9 จังหวัด ซึ่งทางวอร์รูมกระทรวงพาณิชย์ จะรีบดำเนินการและสรุปการหาแนวทางกำหนดมาตรการในการป้องกันการระบาดออกสู่ภายนอกใน 9 จังหวัด นี้ และจะช่วยดำเนินการสนับสนุนในเรื่องต้นพันธุ์ในจังหวัดอื่นๆ ให้สามารถปลูกมันสำปะหลังเพื่อนำไปสู่การส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศต่อไป ภายในสัปดาห์นี้ จะได้คำตอบจากการหารือร่วมกันของภาคเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเรื่องการเปิดตลาดวันนี้ได้ข้อสรุปว่า ตลาดที่ต้องเร่งรัดเป็นพิเศษ คือ

1. ตลาดจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศไทย โดยเฉพาะจีนตอนใต้ที่จะเอาไปทำอาหารสัตว์ ซึ่งในรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยจะมีคำตอบตามมาว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ในส่วนของการขยายตลาดจีนตอนใต้ ซึ่งมีอยู่หลายมลฑล

2.ตลาดอินเดียซึ่งถือว่า มีศักยภาพและเป็นตลาดที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการขยายตลาดได้ในอนาคตแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม โดยเฉพาะแป้งมันที่นำไปใช้ในการทำอาหารและทำซอสปรุงรสของคนอินเดีย

ตลาดที่ 3 เป็นตลาดใหม่สำหรับไทย และมีโอกาสที่จะเปิดตลาดและขยายตลาดได้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารสัตว์ที่ใช้มันสำปะหลังเป็นส่วนประกอบ เช่น ตลาดตุรกี ตลาดนิวซีแลนด์ แต่ว่า 2 ตลาดนี้ ยังเป็นตลาดที่ยังขาดความเข้าใจ ในเรื่องของการใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย ที่จะนำไปทำอาหารสัตว์ เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยทำหน้าที่เป็นตัวหลักในการนัดพบผู้นำเข้าจากตุรกีและนิวซีแลนด์ ให้กับผู้ส่งออกอาหารสัตว์ของประเทศไทย ต่อไป…

ขอขอบคุณ ไทยรัฐ